เงาในห้องพักเวรยาม
โรงงานผลิตชิ้นส่วนโลหะแห่งหนึ่งตั้งอยู่ชานเมือง ห่างจากชุมชนพอสมควร กลางวันดูธรรมดา แต่กลางคืนเงียบจนได้ยินเสียงลมลอดผ่านหลังคาสังกะสี
ดุ่ย คนงานเวรดึกวัยยี่สิบปลาย ๆ เพิ่งย้ายเข้ามาทำงานได้ไม่นาน เขาไม่เคยเชื่อเรื่องผี และมักพูดล้อเล่นกับเพื่อน ๆ เสมอว่า
“ผีโรงงานอะ ไม่มีหรอก มีแต่คนง่วงกับโอที”
คืนวันศุกร์ เขาต้องเข้าเวรคนเดียว เพราะเพื่อนอีกคนลางานกะทันหัน หัวหน้าจึงสั่งให้เขาเฝ้าประตู คอยเช็กการขนส่งตอนรุ่งเช้า
ห้องพักเวร ตั้งอยู่ท้ายโรงงาน เป็นห้องเล็ก ๆ ที่มีโซฟาผ้าขาด ๆ โต๊ะไม้สองขาโยก และไฟนีออนที่กะพริบเป็นระยะ เหมือนหายใจไม่สุด
เวลาเกือบตีหนึ่ง ดุ่ยนั่งเล่นมือถืออยู่ดี ๆ ก็ได้ยินเสียงกระแทกดังมาจากคลังสินค้า
ตุบ…ตุบ… ตุบ…“ลมมั้ง” เขาพึมพำ แต่เสียงนั้นกลับเร่งและชัดขึ้น เหมือนมีใครใช้ของหนักลากไปตามพื้นซีเมนต์ เขาหยิบไฟฉาย ลุกเดินไปดูตามหน้าที่ อากาศในคลังเย็นวาบทันทีที่เปิดประตู ความมืดด้านในเหมือนกำลังมองตอบกลับมา“มีใครอยู่ไหมครับ?
เสียงสะท้อนดังก้อง… แต่ไม่มีคำตอบ ดุ่ยส่องไฟฉายไปรอบ ๆ ก็เห็นลังไม้ใหญ่ใบหนึ่งเปิดอ้าอยู่ ฝาปิดตกอยู่บนพื้นเหมือนถูกใช้แรงกระแทก เขาขยับเข้าไปใกล้ ใต้ลังกว้างนั้นมี เงาดำ ขยับเคลื่อนไหวเหมือนคนกำลังนั่งก้มหน้า
ดุ่ยนึกว่าคนงานแอบมานอน จึงพูดเรียกเสียงเข้ม “เฮ้! นี่มันเขตห้าม—”เงาดำนั้นค่อย ๆ ขยับลุกขึ้น ทว่า… ไม่เห็นขา ร่างมันลอยขึ้นจากพื้นเหมือนถูกแขวนไว้ด้วยเชือกที่ไม่มีตัวตน หัวของเงานั้นค่อย ๆ เงยขึ้นมาหาดุ่ย ใบหน้าขาวซีด ไร้ลูกตา มีแต่รอยแดงล้อมรอบเหมือนโดนขูดจนเลือดซึม ดุ่ยชะงักหายใจ“คืนของฉัน…”เสียงผู้หญิงแตกพร่าเหมือนออกมาจากลำคอที่บวมช้ำ“…อย่ามายุ่ง…”ดุ่ยถอยหลัง แต่ฝาประตูคลังกลับปิด ปัง! ดับไฟฉายในทันที
ทำให้เขาติดอยู่ในความมืดสนิท เสียงเล็บขูดพื้นค่อย ๆ ดังขึ้น
ครืด… ครืด… ครืด…
ตามด้วยเสียงหอบแรงเหมือนคนพยายามจะพูด แต่ลมหายใจก็ขาดห้วง เหมือนตอนกำลังจะตาย ไฟในคลังติดดับเป็นจังหวะ ทุกครั้งที่แสงวาบขึ้น ดุ่ยจะเห็นเงาผู้หญิงค่อย ๆ เข้าใกล้ บางครั้งอยู่ห่างสิบเมตร บางครั้งเหลือไม่ถึงเมตร
สุดท้ายไฟกะพริบครั้งหนึ่งแล้วดับสนิท ดุ่ยรู้สึกถึงลมหายใจเย็นจัดเป่าที่ต้นคอ ตามด้วยเสียงกระซิบชิดหู“ช่วยฉัน… ออกไปที…” ดุ่ยตะโกนลั่นวิ่งฝ่าความมืด ใช้ไหล่กระแทกประตูจนเปิดออก
เขาทิ้งไฟฉายไว้ไม่เหลียวมอง รีบวิ่งกลับห้องเวรด้วยใจเต้นโครม พอกลับถึงห้อง เขาเห็นเงาดำสะท้อนในกระจกหน้าห้อง เงานั้นยืนอยู่ ด้านหลังเขา ทั้งที่ในห้องมีแค่เขาคนเดียว! แต่เมื่อเขาหันกลับ ห้องกลับว่างเปล่า
มีเพียงเอกสารชุดหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ ทั้งที่ก่อนออกไปมันยังไม่อยู่ เอกสารระบุว่าเมื่อสามปีก่อนมีคนงานหญิงคนหนึ่ง ถูกเครื่องยกสินค้าเสียหลักล้มทับ คนควบคุมเครื่องพยายามโยนความผิดว่าเธอประมาทเอง สุดท้ายคดีไม่คืบ ไม่มีใครพูดถึงอีกเลย แม้ในข่าวก็ไม่มีบันทึก
เธอตาย… ถูก “ลืม” แบบเงียบ ๆ ในใบบันทึกยังมีประโยคที่เธอเขียนไว้ก่อนเสียชีวิตหนึ่งวัน“คืนนี้ขอให้เวรนี้เป็นเวรสุดท้ายในชีวิตฉันทีเถอะ…” ดุ่ยปิดแฟ้ม เริ่มเข้าใจบางอย่าง
ขณะเดียวกัน ลมเย็นจากช่องหน้าต่างวูบเข้ามา เหมือนใครบางคนเดินผ่าน และเสียงกระซิบแผ่ว ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง
“ขอบคุณ…”
หลังคืนวันนั้น ดุ่ยขอย้ายกะ ไม่เข้าเวรดึกอีกเลย แต่บางคืน คนงานคนอื่นยังบ่นว่าได้ยินเสียง “ลากของหนัก” ในคลังสินค้า ทั้งที่ไม่มีใครเข้าใช้งานช่วงกลางคืน…
สรุปเรื่อง
วิญญาณคนงานหญิงที่เสียชีวิตอย่างไม่เป็นธรรม ยังคงวนเวียนในกะดึกของโรงงาน เพราะความคับแค้นและสิ่งที่ยังคลายไม่หมด จนกระทั่งได้พบคนที่ยอมฟังเสียงเธอเป็นครั้งแรก
คติสอนใจ
อย่าปล่อยให้ความอยุติธรรมของคนเป็น กลายเป็นพันธนาการให้คนตาย
ความจริงและความรับผิดชอบคือสิ่งที่ปลดปล่อยได้ดีที่สุด
***จบบริบูรณ์***



.png)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น